by

ผลการลงทุนหุ้นไทยด้วย Jitta Ranking ปี 2014

นักลงทุนที่ชื่นชอบการลงทุนในกิจการที่ดีในราคาที่เหมาะสม ที่เราเรียกว่า Value Investing หรือ VI นั้น หลายคนอาจจะเคยใช้บริการเวบดีๆ อย่าง Jitta กันแล้ว

พอปีเก่าผ่านพ้นไป ทางผู้จัดทำเค้าก็เลยออกผลประกอบการของพอร์ตการลงทุนที่ลงทุนในหุ้น Top Rank จาก Jitta Ranking ออกมา ซึ่งผลตอบแทนก็ตามนี้

Jitta Ranking 2014

Jitta Top 5 : 26.64% (กำไร 5 ตัว ขาดทุน 0 ตัว)
Jitta Top 10 : 19.11% (กำไร 9 ตัว ขาดทุน 1 ตัว)
Jitta Top 20 : 26.44% (กำไร 17 ตัว ขาดทุน 3 ตัว)
SET 50 : 13.31%
SET 100 : 14.46%
SET Index : 15.32%

จะเห็นได้ว่า ถ้าเราลงทุนตาม Jitta Ranking ที่เค้าคัดหุ้นตามพื้นฐานมาให้แล้ว ก็จะได้ผลตอบแทนชนะดัชนี SET ไปเยอะทีเดียว

แต่ถ้าเราลองไปดูเทรนของดัชนีในปี 2014 จะพบว่าเป็นขาขึ้นมาทั้งปี คือวิ่งจากประมาณ 1200 ไปถึงประมาณ 1600

SET index 2014

ถ้าแบบนี้ซื้ออะไรมันก็ต้องขึ้นหมดรึเปล่า ? ด้วยความสงสัยผมเลยลองเปิดดูหุ้นที่ Jitta คิดว่ากากที่สุด คือ Jitta Line ติดดิน Jitta Score ต่ำเตี้ย มา 20 ตัว แล้วจำลองว่า ถ้าเราเข้าซื้อมันที่ราคาเปิดเมื่อต้นปี แล้วถือยาวมาขายสิ้นปีจะเกิดอะไรขึ้น

Low Jitta Scoreผลตอบแทนเฉลี่ยของการลงทุนไม่รวมเงินปันผล(มันมีปันผลด้วยหรอ??) ก็ออกมาตามนี้

Lowest Jitta Investment

 

Jitta Lowest 5 : 332.41% (กำไร 5 ตัว ขาดทุน 0 ตัว)
Jitta Lowest 10 : 210.36% (กำไร 9 ตัว ขาดทุน 1 ตัว)
Jitta Lowest 20 : 251.59% (กำไร 16 ตัว ขาดทุน 4 ตัว)

ในขณะที่

Jitta Top 5 : 26.64% (กำไร 5 ตัว ขาดทุน 0 ตัว)
Jitta Top 10 : 19.11% (กำไร 9 ตัว ขาดทุน 1 ตัว)
Jitta Top 20 : 26.44% (กำไร 17 ตัว ขาดทุน 3 ตัว)
SET 50 : 13.31%
SET 100 : 14.46%
SET Index : 15.32%
MAI Index : 96.20%

จะเห็นได้ว่าหุ้นกากตามนิยามของ Jitta สามารถทำผลตอบแทนชนะหุ้นพื้นฐานดีตาม Jitta Top 5/10/20 และ benchmark อย่าง SET และ MAI Index ได้ทั้งหมด

อ้าว! แล้วเห็นแบบนี้เราจะลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีมีปันผลไปทำไม ในเมื่อผลตอบแทนมันแพ้หุ้นปั่นผลกระจุยแบบนี้ ?

หลายคนเอาเงินเข้ามาในตลาดทำกำไรปีนึงเป็นเด้งจากหุ้นพวกนี้ในเวลาแค่ไม่กี่เดือน พอมีคนทำได้ ก็ชวนคนอื่นเอาเงินเข้ามาตลาดเรื่อยๆๆ จนลืมไปว่ามันไม่ได้มีแค่ขาขึ้นอย่างเดียว ผลตอบแทนพวกนี้มันมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงมาก ถ้าลองขึ้นไปดูรูปข้างบนจะพบว่า ตัวที่ทำกำไรแรงๆ ในเวลาสั้นๆ พอมันเหวี่ยงลงมามันก็แรงมากเหมือนกัน เราไม่มีทางรู้เลยว่าจุดซื้อของเราอยู่บนยอดดอยแล้วรึยัง เพราะเราไม่ใช่เจ้ามือ ถ้าเราทำกำไรได้ก็แค่เพราะเราโชคดี หรือไม่ก็เพราะเรามีระบบจัดการความเสี่ยงที่ดี

มีหลายคนหาวิธีทำกำไรจากหุ้นพวกนี้ได้ เอาตามที่เคยเจอมา บางคนตั้งเป้าทั้งปีอยากให้พอร์ตโต 20% ดังนั้น ทั้งปีเล่นหุ้นแค่เดือนเดียวพอ ช่วงไหนที่เป็นฤดูปั่นผล ก็เล่นไปทำกำไรได้ตามเป้า หมดฤดูก็เลิก ในขณะที่บางคนเลือกลงทุนตามพื้นฐานดี แต่แบ่งเงินออกมา 10% มาเล่นพวกนี้เพราะช่วงที่หุ้นปั่นผลมา หุ้นพื้นฐานมักจะไม่ขยับไปไหน เค้าคิดว่าถ้ายิงถูกตัว แค่ตัวเดียวก็คุ้มแล้ว

ปัญหามักเกิดเวลาที่เราทำกำไรได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ต้นปีแล้ว เกิดไม่พอ อยากได้เพิ่มก็ใส่เงินเข้าไปเพิ่มแล้วดันขายหนีตายออกไม่ทันก็เท่ากับคืนเงินให้ตลาดไป หรือบางคนลงทุนตามพื้นฐานอยู่ดีๆ แบ่งเงินออกมาเล่นพวกนี้แล้วใจแตก ติดใจความซิ่ง ไม่กลับไปสนใจพื้นฐานอีกเลยก็มี

การลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานนั้นถึงมันจะอืด และเอาไปอวดใครไม่ได้ระหว่างวัน แต่ในระยะยาวหลายๆ ปี มันก็รู้กันอยู่แล้วว่าทุกอย่างต้องไปสู่พื้นฐานของมัน แต่ถ้าใครถนัดแนวทางเข้าไว ออกไว แล้วทำได้เรื่อยๆ อันนี้ก็แล้วแต่แนวทางของแต่ละคน สไตล์ใครสไตล์มัน มันไม่มีอะไรผิดอะไรถูก เพราะแต่ละคนมีวิธีจัดการความเสี่ยงต่างกัน มีระบบที่ต่างกัน

ทั้งหมดที่เขียนมามันเป็นการเล่าจากผลที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตนะครับ เฉลยทั้งหมดมันออกแล้ว ผมแค่ไปเจอมาเลยหยิบมาเล่าให้ฟัง เผื่อว่าวันใดวันนึงในหลายๆ ปีข้างหน้ามันเกิดขึ้นมาซ้ำจะได้ขุดไปใช้กันได้

สวัสดีครับ

Comments

comments

Page 1 of 11