by

ชายคนหนึ่ง ขับรถเก๋งคันหรูมุ่งหน้าออกจากเมืองใหญ่ตามลำพัง

มันไม่สำคัญหรอกว่าเขากำลังจะไปที่ไหน ไปเจอใคร ไปทำอะไร เขาก็มักจะขับรถด้วยความเร็วสูงเสมอ แซงซ้ายบ้าง ขับแช่เลนขวาบ้าง ปาดหน้ารถคันอื่นบ้าง บีบแตรเปิดไฟสูงใส่รถคันหน้าบ้างเป็นเรื่องปกติ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตาดูเขาหลังจากที่เครื่องตรวจจับความเร็วแสดงความเร็วที่เกินกำหนดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งการณ์ให้ด่านตรวจข้างหน้าหยุดรถของเขา ตั้งใจจะออกใบสั่ง

ไม่กี่อึดใจ ทันที่ที่ถึงด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ฉายไฟฉายส่งสัญญาณเรียกให้เขาจอดรถ

ก็เหมือนทุกครั้ง เขากดสวิตช์เปิดไฟในรถ แล้วลดกระจกด้านคนขับลงกล่าวทักทายเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ก้มตัวมองเข้ามาในรถ เห็นชายวัยกลางคนในชุดลำลอง สวมสร้อยทอง ที่ข้อมือมีนาฬิกาหรู และหมวกนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรวางอยู่ที่หน้ารถ จึงทำท่าแสดงความเคารพ

“สวัสดีครับ ท่าน”
“สวัสดีครับ”
“กำลังเดินทางไปไหนครับเนี่ย”
“กลับต่างจังหวัดน่ะ”
“ขับรถระวังๆ ด้วยนะครับ ช่วงนี้พายุเข้า”

เจ้าหน้าที่แสดงความเคารพเป็นสัญญาณสิ้นสุดการสนทนา

เขาปิดไฟในรถ เอื้อมมือไปขยับหมวกให้หันหน้ากลับออกไปทางหน้ารถ แล้วค่อยๆ เหยียบคันเร่งออกไป

เป็นอีกครั้งที่เขาได้ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของเขานอกเวลางาน เขาเป็นผู้มีมีอำนาจ เขานึกในใจ

(1)

สองสามชั่วโมงผ่านไป

ในขณะที่เขาขับรถไปตามเส้นทางเดิมด้วยความเร็วนั้นเอง เขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์จำนวนมากวิ่งมุ่งหน้าสวนเข้ามา

เขาเปิดไฟสูงสว่างจ้าจนเห็นว่านั่นคือมอเตอร์ไซค์จำนวนมากกว่าห้าสิบคัน หรืออาจจะเป็นหลักร้อย เขาไม่แน่ใจและไม่กล้านับ

เขาตกใจมาก รีบชะลอความเร็วลง จนหยุดนิ่งอยู่หน้าฝูงมอเตอร์ไซค์จำนวนมากมายที่ขวางหน้ารถ บางส่วนขับมาล้อมปิดข้างหลังรถจนไม่สามารถถอยหนีได้

เมื่อหัวหน้าแก๊งผู้มีอำนาจมั่นใจแล้วว่ากำลังได้เปรียบจึงกวักมือส่งสัญญาณให้ลูกน้อง หนึ่งในแก๊งเด็กแว๊นลงจากรถ ถือมีดสปาต้าเดินเข้ามาที่รถเก๋ง

ท่าไม่ดีแล้ว เขาแอบเปิดลิ้นชักหน้ารถล้วงหยิบปืนสั้นมาถือแนบขาไว้

เด็กแว๊นเดินมาด้านข้างคนขับ ยกมีดชี้ที่หน้าเขา เขาเลื่อนกระจกลง

“ส่งของมีค่ามา !” เด็กแว๊นตะโกนแทรกเสียงบิดเครื่องยนต์ของสมาชิกแก๊งคนอื่น

ปัง! ปัง !! ปัง !!

เขายิงปืนออกมาจากรถหลายนัด

“เห้ย ! มันมีปืน !” เด็กแว๊นสักคนตะโกน

เขาไม่สนใจว่ากระสุนจะโดนใครเป็นอะไรรึเปล่า

ทุกอย่างโกลาหล มอเตอร์ไซค์ร่วมร้อยคันต่างเร่งเครื่องออกตัวหนีผ่านรถเขาไป

แหงแหละ คงไม่คาดคิดว่าคนในรถคันนี้จะมีปืน

มีกันเป็นร้อยแต่ไม่กล้าสู้ เขาภูมิใจกับอำนาจในมือตัวเอง

(2)

เขาขับรถต่อไปซักพัก ฝนก็เริ่มตกลงมา ถนนเเปียก น้ำเจิ่งนอง

รถเหยียบน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า โค้งแล้วโค้งเล่า

สองมือกำพวงมาลัยแน่น เท้าขวาเหยียบคันเร่ง ตามองผ่านกระจกแสดงภาพสะท้อนจากไฟหน้ารถชัดเจน โดยไม่มีท่าทีที่จะชะลอความเร็ว

เขามั่นใจในศักยภาพรถของเขาเสมอ

ทันใดนั้นเอง สัตว์ป่าไม่ทราบชนิดวิ่งตัดหน้ารถของเขาท่ามกลางสายฝน เขาเหยียบเบรคสุดเท้า รถเสียหลักพุ่งลงข้างทางชนกับต้นไม้เข้าอย่างจัง หน้ารถพังยับ กระจกหน้าแตกเละ เข็มขัดและถุงลมนิรภัยหลายชุดทำงานอย่างซื่อสัตย์ เขามึนหัว สายตาสามารถมองเห็นได้เลือนๆ ไม่สามารถขยับตัวได้ ส่วนล่างของเขาไม่มีความรู้สึกแล้ว

ชาวบ้านแถวนั้นได้ยินเสียงเหมือนรถชน ป้าเลยปลุกลุงและหลานให้ตื่น ขับมอไซค์กางร่มจากบ้านมุ่งหน้ามายังแหล่งกำเนิดเสียง

เมื่อมาถึงรถ ป้าเห็นรถสภาพรถพังยับ ลุงสำรวจคนขับ เขานิ่ง ไม่ขยับตัว ไม่ส่งเสียง แต่ยังหายใจ

“คุณๆ เป็นอะไรมั๊ย” ลุงถาม
“” เขาพยายามพูด แต่ออกเสียงไม่สำเร็จ
“ตายรึยัง” ป้าถาม
“ยังไม่ตาย หายใจอยู่ แต่คงไม่รู้เรื่อง” ลุงตอบขณะเอามืออังที่จมูกคนขับ
“เอ้ย แน่ใจนะ เขาเป็นตำรวจนะเอ็ง” ป้าย้ำ หลังเห็นหมวกตำรวจถูกกระจกอัดทับอยู่หน้ารถ
“เอ้อ มันจะตายห่าอยู่แล้วเนี่ย” ลุงตอบ
“หูย พกเงินเยอะเว๊ย พวกเอ็งค้นดูให้ทั่ว” ป้าพูด แล้วเก็บกระเป๋าตังของเขาไป

ลุงสำรวจเห็นสร้อยพระที่คอ นาฬิกาที่ข้อมือ หลานมุดเขาไปเปิดลิ้นชักเจอเอกสาร ของใช้ พระเครื่อง และปืน เลยเลือกเก็บปืนเอาไว้

เขาได้แต่มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเลือนลาง

(3)

รุ่งเช้า มีคนขับรถผ่านมา เขาได้รับการรักษา

“เสียใจด้วยครับท่านผู้การ ท่านเสียขาของท่านไปแล้ว” หมอบอกขณะที่เขานอนนิ่งอยู่บนเตียงซ่อนส่วนล่างของร่างกายไว้ใต้ผ้าห่มโรงพยาบาล
“” เขานอนนิ่ง
“เดี๋ยวตำรวจจะเข้ามาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อคืนนะครับ” หมอกล่าวต่อ
“” น้ำตาเริ่มไหล

เขาจำเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ด่านตรวจได้

เขาจำเด็กแว๊นที่ถือมีดขู่เขาได้

เขาจำลุง ป้า และหลานไม่ได้

เขาไม่สามารถขับรถได้อีก

เขาไม่สามารถทำงานเดิมได้อีก

เขาไม่มีอำนาจเหมือนเดิมอีกแล้ว

.

บทกล่าวตาม

อำนาจมักจะมีกลไกหรือระบบคอยรักษาอำนาจไว้เสมอ จากตอนที่หนื่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจในมือคือกฎหมายที่สามารถกล่าวโทษผู้กระทำผิดได้ แต่พอพบว่าคนขับรถเป็นนายตำรวจใหญ่ ก็ไม่กล้าบังคับใช้กฎหมาย เพราะกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อชีวิตการทำงานของตัวเอง หรือกลัวว่าเมื่อวันใดวันหนึ่งเจ้าหน้าที่คนนั้นก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงขึ้นมา เขาจะสูญเสียอำนาจแบบที่นายตำรวจคนก่อนเคยมี

อำนาจจะอยู่กับคนที่กลุ่มคนเชื่อว่ามีอำนาจ จากตอนที่สอง หากคิดดูดีๆ กลุ่มเด็กแว๊นมีสมาชิกจำนวนมากสามารถเอาชนะคนขับรถได้สบาย แต่พอคนขับรถยิงปืนสู้ เด็กแว๊นกลับสูญเสียความเชื่อและความมั่นใจไปจนทำให้อำนาจเปลี่ยนกลับไปอยู่ในมือของคนขับรถที่มีปืนแค่กระบอกเดียว หากเด็กแว๊นรวมตัวกันต่อสู้ คนขับรถไม่มีวันรอดไปได้แน่ๆ อย่างน้อยๆกระสุนปืนก็มีจำกัดใช่ไหม?

อำนาจหมดไปได้ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า มีอำนาจได้ก็สูญเสียอำนาจได้ หากลองคิดดูอำนาจเกิดขึ้นได้จากหลายอย่าง อำนาจอาจจะเกิดจากความเชื่อร่วมกันของกลุ่มคน อาจจะเกิดจากการบันทึกเป็นกฎกำหนดไว้ การแสดงการสยบยอมอย่างเชื่องๆ ราวกับถูกล้างสมองกันทั้งสังคมต่ออำนาจเหล่านี้เป็นเรื่องดีในสังคมหนึ่ง แต่กลับกลายเรื่องน่าสังเวชสำหรับอีกสังคมหนึ่ง ความคิดและความเชื่อของคนเราเปลี่ยนไปเรี่อยๆ ตามกาลเวลา กลุ่มคนหรือสิ่งของที่มีอำนาจในอดีต แม้ว่าพวกเขานั้นจะสร้างกลไกหรือระบบอะไรก็ตามมาเพื่อรักษาอำนาจนั้นไว้ แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปสังคมเริ่มตั้งคำถามและตื่นรู้ได้เมื่อไรว่าอำนาจจริงๆ อยู่ที่ไหน กลุ่มคนหรือสิ่งของเหล่านั้นก็หมดอำนาจไป บางคนก็บอกว่า “อำนาจก็เหมือนเงิน ยิ่งใช้ยิ่งหมดเร็ว” อาจจะจริงนะ เพราะถ้าไม่เอาอำนาจไปลุงทุนสร้างอำนาจที่สังคมยอมรับต่อ ยิ่งใช้อำนาจมากเท่าไรมันก็ยิ่งหมดเร็วเท่านั้น

เจอกันโพสหน้าครับ

Photo Credit: SergioMonsalve via Compfight cc

Comments

comments

Page 1 of 11
  • Related Content by Tag